ปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) อาการที่พบได้บ่อยแต่ไม่ควรละเลย
อาการปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) แม้จะเป็นเรื่องปกติที่พบบ่อยในผู้หญิงช่วงวัยเจริญพันธุ์ แต่ความรุนแรงของ อาการปวดประจำเดือน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติทางนรีเวชที่สำคัญ บทความนี้ จะพาคุณไป ไขความลับอาการปวดประจำเดือน ทั้งประเภทปฐมภูมิและทุติยภูมิ รวมถึง อาการปวดประจำเดือนแบบไหนอันตราย และแนวทาง วิธีรักษาปวดประจำเดือน ที่ถูกต้อง
ปวดประจำเดือน คืออะไร (Dysmenorrhea)
อาการปวดประจำเดือน เป็นอาการปวดบริเวณท้องน้อยที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของรอบเดือน และสามารถมีความรุนแรงตั้งแต่ ปวดเล็กน้อย ไปจนถึง ปวดรุนแรง ที่อาจรบกวนการทำงานหรือกิจกรรมประจำวัน โดยทั่วไปสามารถแบ่งอาการปวดออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีสาเหตุที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ประเภทของ อาการปวดประจำเดือน
อาการปวดประจำเดือนสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทหลัก ซึ่งมีสาเหตุและลักษณะอาการที่แตกต่างกัน
- ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea): เป็นอาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะผิดปกติอื่นๆ โดยปกติแล้วเกิดจากการบีบตัวของมดลูกในการขับเลือดประจำเดือน ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย ภาวะนี้มักเริ่มเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นและมักจะบรรเทาลงเมื่ออายุมากขึ้นหรือหลังจากมีบุตร
- ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea): ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ มักเกิดจากภาวะหรือโรคทางนรีเวชที่มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ ซึ่งอาการปวดมักจะมีลักษณะเรื้อรังและรุนแรงกว่า และสามารถพบได้ในผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น
ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ Endometriosis: เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นอกมดลูก เช่น บริเวณรังไข่หรือปีกมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย ปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง และอาจมีปัญหาการมีบุตร วินิจฉัยโดยการตรวจอัลตราซาวด์ หรือการผ่าตัดสำรวจ (laparoscopy) เพื่อยืนยันการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกในที่ผิดปกติ
- เยื่อบุโพรงมดลูกแทรกในกล้ามเนื้อมดลูก Adenomyosis: เกิดจากการที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้มดลูกขยายขนาดและทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือนและอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจอัลตราซาวด์ หรือการทำ MRI ซึ่งสามารถแสดงสัญญาณการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกในกล้ามเนื้อ
- เนื้องอกในมดลูก Leiomyoma (Uterine Fibroids): เป็นเนื้องอกที่เกิดจากการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อมดลูก โดยส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการ แต่ในบางกรณีอาจทำให้มีอาการปวดท้องน้อยหรือประจำเดือนมากผิดปกติ การตรวจพบเนื้องอกนี้ทำได้โดยการอัลตราซาวนด์หรือ MRI
- ปากมดลูกตีบ Cervical Stenosis or Obstruction of Menstrual Outflow Tract: การตีบแคบของปากมดลูก (cervical stenosis) หรือการอุดตันในทางออกของประจำเดือนสามารถทำให้ประจำเดือนมาล่าช้าหรือเกิดอาการปวด การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจภายในหรือการทำ Hysteroscopy (การส่องกล้องโพรงมดลูก) เพื่อตรวจสอบการอุดตัน
สาเหตุอื่น ๆ ที่คล้ายอาการปวดประจำเดือน
- Pelvic Inflammatory Disease (PID): ภาวะการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานที่ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์ การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจทางคลินิกและการทำอัลตราซาวด์ รวมถึงการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ
- Pelvic Adhesion: เป็นการเกาะติดของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานมักเกิดหลังการผ่าตัดหรือการติดเชื้อ อาการปวดท้องน้อย หรืออาการเกี่ยวกับการมีบุตรยากอาจเกิดขึ้น การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจอัลตราซาวนด์หรือการส่องกล้อง
- Irritable Bowel Syndrome (IBS): โรคเกี่ยวกับลำไส้ที่ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือท้องเสีย อาการอาจคล้ายกับอาการปวดประจำเดือน การวินิจฉัยทำได้โดยการประเมินอาการและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- Inflammatory Bowel Disease (IBD): โรคเกี่ยวกับการอักเสบของลำไส้ เช่น โรคลำไส้อักเสบ (Crohn's disease, Ulcerative Colitis) การวินิจฉัยทำได้โดยการส่องกล้องตรวจลำไส้และการตรวจเลือดเพื่อหาสัญญาณการอักเสบ
- Interstitial Cystitis: ภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรังที่ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยและปัสสาวะบ่อย การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ และการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ
- Mood Disorder: โรคทางจิตเวชที่อาจส่งผลต่ออารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล ซึ่งอาจมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย การวินิจฉัยทำได้โดยการประเมินทางจิตเวชและการทดสอบด้านอารมณ์
- Myofascial Pain: ความเจ็บปวดในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่อยู่ล้อมรอบ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องหรืออาการปวดหลังส่วนล่าง การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจร่างกายและการประเมินจุดเจ็บในกล้ามเนื้อ
ผลกระทบของ อาการปวดประจำเดือนรุนแรง
อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงหรือเรื้อรังอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม เช่น การขาดงาน การขาดการเรียนบ่อย หรือการจำกัดกิจกรรมทางสังคมและทางกายภาพ การรักษาอาการปวดประจำเดือนมีหลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาบรรเทาอาการ เช่น ยากลุ่ม NSAIDs (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) การใช้ยาฮอร์โมน การฝังยาคุมกำเนิด หรือแม้กระทั่งการรักษาด้วยการผ่าตัดในกรณีที่พบโรคหรือภาวะผิดปกติที่เป็นสาเหตุของอาการปวด
บทความโดย: แพทย์หญิงสุทธิกมน สร้อยวัฒนา
Well-Healing by MedPark
References
- Vercellini P, Vigano P, Somigliana E, et al. Endometriosis: pathogenesis and treatment. Nat Rev Endocrinol. 2014;10(5): 268-277. doi:10.1038/nrendo.2014.27.
- Practice Committee of the American Society for Reproductive Medicine. Endometriosis and infertility: A committee opinion. Fertil Steril. 2012;98(3): 591-598. doi:10.1016/j.fertnstert.2012.06.035.
- Chen M, Lee K, Li Y, et al. Adenomyosis and its association with primary dysmenorrhea. Gynecol Obstet Invest. 2019;84(2): 158-164. doi:10.1159/000501872.
- Stewart EA. Uterine fibroids. Lancet. 2015;387(10019): 1731-1742. doi:10.1016/S0140-6736(15)00222-X.
- Zupi E, Zupi A, Mancuso S, et al. Primary and secondary dysmenorrhea: a clinical review of etiology and treatment options. Fertil Steril. 2012;97(5): 1063-1070. doi:10.1016/j.fertnstert.2012.01.116.
- Zahran MH, Nada F, El-Gohary M. Cervical stenosis as a cause of secondary dysmenorrhea: diagnosis and management. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol. 2013;168(2): 229-233. doi:10.1016/j.ejogrb.2013.01.028.